มีความสำคัญต่อธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างไร

สำหรับธุรกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงในโลกดิจิทัล เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของ Digital Platform ก็ว่าได้ จะเห็นว่าระบบงานขององค์กร ส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน รวมไปถึงการวาง Business Model เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย ในโลก Digital นั้น ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากมีคำถามว่าอะไรที่มีความสำคัญที่สุดในองค์กรคำตอบเห็นจะไม่พ้น ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก รองลงมาก็คือ ข้อมูล ทุก ๆ ธุรกิจ ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้หากไม่มีข้อมูลที่มีคุณภาพ และระบบที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา หรือ ที่เรามักได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า Always On การที่จะทำให้ระบบเป็นแบบ Always On นั้นมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว อาทิเช่น การมีระบบ backup ที่ดี การคัดแยกประเภทของข้อมูล หรือ การ Classify ข้อมูล บางองค์กรที่มีความพร้อมก็อาจเริ่มมีโครงการในการทำ DR Site (Disaster Recover Site หรือ ระบบสำรอง)  เป็นต้น

สำหรับบทความในวันนี้ ทางทีมงานจะแนะนำเกี่ยวกับแนวทาง และทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการวางนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย

เริ่มจากเรื่องที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวครับ คำถามง่าย ๆ ไม่กี่คำถามที่จะทำให้เราสามารถมองภาพได้ชัดเจนขึ้นว่า ตอนนี้องค์กรเป็นอย่างไร ยังขาดอะไรอยู่บ้าง

  • องค์กรของเรามีระบบสำรองข้อมูล ​(Backup) หรือยัง
  • เราทำการเก็บข้อมูลที่สำรองไว้ที่ไหน (Backup Files/Backup Image)
  • เคยทำการทดสอบการกู้คืนข้อมูลไหม บ่อยแค่ไหน (Backup Test Restore)
  • เคยมีการจัดลำดับความสำคัญของระบบงานในองค์กรหรือไม่
  • ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ สามารถตอบสนองความต้องการด้านธุรกิจหรือไม่ (Meet requirement of RTO/RPO)

สำหรับคำตอบในแต่ละคำถามนั้นจะบอกอะไรเราบ้าง ส่วนนี้เราจะพูดคุยกันในหัวข้อถัดไปครับ ในเบื้องต้น กระบวนการในข้างต้นคือ การสำรวจตัวเอง หรือ ที่เรียกว่า Self Assessment ที่มีวัตถุประสงค์ในการให้องค์กร และทีมงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทราบถึงสถานการณ์ของระบบงานในปัจจุบัน สำหรับ Assessment นี้เป็นจุดเริ่มต้นในหลาย ๆ เรื่องครับ ก่อนที่เราจะทำอะไรก็ตามจะต้องเริ่มต้นจากการทำ Assessment เสมอ

หลังจากที่เราได้สำรวจตัวเอง

เมื่อเราได้ทำการ Assessment แล้วจะพบว่ามีระบบงานส่วนไหนที่มีความสำคัญบ้าง และมีความสำคัญกับเรามากแค่ไหน ด้วยคำตอบเหล่านั้นจะทำให้เราสามารถวางแผนต่อไปได้ว่า จะทำอย่างไรให้ระบบงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น มี downtime ให้น้อยที่สุด หรือ อาจมองว่าให้ระบบมี SLA สูงที่สุด

การวางแผนป้องกันนั้นเริ่มได้ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ คือ การ Backup ระบบงานที่สำคัญขององค์กร ไปจนถึงการวางแผนในการสร้าง DR Site เพื่อให้ระบบงานขององค์กรทำงานได้โดยไม่มี downtime หรือ มี downtime น้อยที่สุด ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรทำให้รูปแบบของแผนงานด้าน BCP (Business Continuity Plan) ของแต่ละองค์กร มีความแตกต่างกัน นั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงมี DR Scenario หลากหลายรูปแบบ แม้ว่าจะมีหลากหลายรูปแบบแต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เข้ามาช่วยเรื่อง Data Protection และสนับสนุน BCP

ความเป็นไปได้ของการนำ Cloud เข้ามาใช้ในงานด้าน Backup/Recovery และ DR

จะว่าไปหากว่าเราจำเป็นต้องมีการสร้าง DR Site ขึ้นมา หลาย ๆ ท่านอาจนึกไปถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูง มีความซับซ้อนไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการสร้าง Datacenter เอง แต่เป็นการเช่า Colocation ก็ตาม ทั้งนี้ เพราะองค์กรจะต้องลงทุนในการซื้อ Server อุปกรณ์ Hardware ต่าง ๆ จำนวนมาก รวมไปถึงค่าเช่า อีกทั้งยังต้องมี Operation Team ที่สามารถเดินทางไปยัง DR Site เพื่อทำการดูแล Support องค์กรเมื่อเกิดเหตุการณ์ Disaster ขึ้น ในกรณีนั้น ๆ มีโอกาสเป็นไปได้ว่า เจ้าหน้าที่ของท่านอาจไม่สามารถเดินทางเข้าไปที่ DR Site ได้ทันที

ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการที่กล่าวมานั้น ทั้งในด้านของการลงทุน ด้าน Operation ด้านมาตรฐานความปลอดภัยของ Datacenter เอง ทำให้หลาย ๆ องค์กร เริ่มมีความหนักใจเมื่อต้องลงทุนด้าน DR ที่ต้องลงทุนในหลาย ๆ ด้าน และยังมี factors ที่ไม่สามารถควบคุมอีกมากมาย ทำให้หลาย ๆ องค์กร เริ่มมองหาเทคโนโลยีของ Cloud ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า ทั้งในด้านงบประมาณการลงทุนที่ดีกว่า ด้านการบริหารจัดการที่สามารถ Operate ได้จากทุก ๆ ที่ มีเครื่องมือให้ใช้ครบครัน และมีความปลอดภัยสูงมากเมื่อเทียบกับ Traditional DR ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลเรื่องความพร้อมของเครื่องมือที่มีพร้อมใช้ ประกอบกับ Cloud Datacenter นั้นมีความปลอดภัยสูงได้รับมาตรฐานระดับสากล (https://aws.amazon.com/compliance/programs/) ประกอบกับพื้นที่ให้บริการของ Amazon นั้นมีครอบคลุมทั่วโลก guarantee SLA  ในระดับที่สูงสุด ทำให้ Cloud ขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลักในปัจจุบัน

รูปแบบของการใช้ Cloud ด้าน Backup / DR นั้น หลัก ๆ จะถูกแบ่งตาม RTO/RPO เรียงลำดับตั้งแต่ สูงสุดไปจนถึงน้อยที่สุด ดังนี้

  • Backup & Restore
  • Pilot Light (Cold DR)
  • Warm Standby / Hot Standby (Active – Active)

ตัวเลขของ RTO/RPO ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ หมายความว่าระบบจะมีความสามาถในการกู้คืนได้เร็ว และมีข้อมูลที่สูญหายน้อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ระบบงานขององค์กรมีความ critical มากเพียงไหน

Scenario แรก Backup & Restore

เป็นระบบที่มีความ simple ที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทำ Offsite Backup กล่าวคือ เก็บ Backup Media ไว้บน Cloud เพื่อความปลอดภัย หรือ ใช้ในการเก็บสำรองข้อมูลประเภท long term retention เช่น ข้อมูลจาก Tape Backup (LTO) ที่ต้องเก็บไว้ นาน ๆ มีปริมาณข้อมูลมาก ๆ นอกจากเก็บพวก Backup Media แล้ว องค์กรยังสามารถใช้ Cloud ทดสอบการ Restore ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่า Backup image นั้น ๆ สมบูรณ์พร้อมสามารถใช้งานได้จริง

Scenario ที่สอง Pilot Light หรือ Cold DR

เป็นการยกระดับจาก Backup & Restore มาเป็น DR แบบเบื้องต้นที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก ระบบทำงานแบบ Active – Standby เมื่อระบบหลักไม่สามารถทำงานได้ เราสามารถ activated DR ขึ้นมาเพื่อให้บริการแทนระบบงานหลัก (primary site) โดย Cold DR นั้นจะเหมาะกับระบบงานที่ไม่ได้มีความ Critical สูงมาก เนื่องจากจะต้องมีการใช้เวลาประมาณนึงในการ Activated DR ในหลาย ๆ กรณี องค์กรมักใช้ Cold DR ในการช่วยในด้านข้อบังคับของ regulation/compliance ที่มีข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องมี DR โดยองค์กรจะต้องทำการทดสอบ DR ทุกปี ตามความต้องการของ Auditor เพื่อให้ผ่านข้อกำหนดในด้าน Regulation/Compliance แต่ละตัว ด้วย Cold DR เป็นระบบที่ง่ายต่อการจัดการ และราคาที่ไม่สูง ทำให้ เป็นที่นิยมอย่างมาก

Scenario ที่สาม Hot DR หรือ Active-Active

เป็นการออกแบบ DR Site ให้ทำงานควบคู่ไปกับ Primary Site ในรูปแบบ Active พร้อมกันทั้งคู่ ในรูปแบบนี้ สามารถ ให้ RTO/RPO ที่ต่ำมาก เหมาะสำหรับระบบงานที่มีความ Critical สูง ต้องการการทำงานแบบ Always on หรือ มี SLA ที่สูงที่สุด ในด้านของความซับซ้อน จะสูงกว่า Scenario ที่กล่าวมาในข้างต้น ค่าใช้จ่ายก็จะสูงกว่าด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ถ้าระบบงานนั้นมีความ Critical สูง และต้องการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากความสูญเสียโอกาสในด้านธุรกิจ การใช้ Hot DR นับว่าเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสม เมื่อเทียบมูลค่าความเสียหายในช่วงเวลาที่ระบบใช้การไม่ได้

สำหรับแนวทางที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นว่า Cloud เป็นทางเลือกด้านเทคโนโลยีตัวหลักในปัจจุบัน ที่ช่วยในด้านการสนับสนุนด้านธุรกิจ ในเม็ดเงินลงทุนที่เป็นไปได้ มากกว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยสนับสนุนด้านธุรกิจแล้ว Cloud ยังช่วยสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ในรูปแบบ Digital Platform รวมไปถึงการขยายตลาดในระดับ Global Scale และช่วยในการบริหารต้นทุนได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่สนใจการทำเอา Amazon AWS ไปประยุกต์ใช้งานกับธุรกิจของท่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ modernize workload , Data Analytics , Digital Platform , DevOps Environment , Cloud Migration หรือ การสร้างนวัตกรรมอื่น ๆ บน Amazon AWS สามารถติดต่อทีมงาน eCloudvalley Technology ได้ตามที่อยู่ด้านล่าง ครับ

2021-05-31T16:29:22+00:00